5 ภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูงอันตรายกว่าที่คิด…ไม่อยากตายไวต้องอ่าน!!

ใครจะไปคาดคิดว่าโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension/High Blood Pressure) หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาจนอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

สาเหตุหลักเกิดจากภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกลุ่มของโรคที่ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนของโรคสำคัญต่างๆ อย่างโรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดในสมอง แม้แต่หลอดเลือดที่สมองและไตอีกด้วย ซึ่งการดูแลเฉพาะโรคความดันโลหิตอย่างเดียวอาจได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ภาวะอ้วน หรือไขมันในเลือดสูง ผนังหัวใจห้องซ้ายล่างหนา หรือแม้แต่ โรคเก๊าท์ ฯลฯเพื่อเป็นการลดอัตราทุพพลภาพและอัตราการตายของโรคความดันโลหิต แพทย์จะต้องดำเนินการควบคุมโรคดังกล่าวและรักษาคู่ไปกับการรักษาความดันโลหิตจึงจะทำให้มีประสิทธิภาพการรักษาอย่างเต็มที่

สาเหตุของการเกิดความดันโลหิต

doctors-stethoscope-docters-equipment-on-wooden

ชนิดที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด (Primary Hypertension) :

ซึ่งไม่สามารถระบุถึงต้นเหตุของการเกิดโรคซึ่งอาจมาจากทางกรรมพันธุ์ เพราะทางฝ่ายบิดาหรือมารดาอาจมีประวัติการเป็นโรคความดันโลหิต และอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อฝ่ายทางบิดาและมารดาเป็นความดันโลหิต แม้แต่ผู้สูงอายุก็มีโอกาสเป็นความดันโลหิตเมื่ออายุมากขึ้นเช่นกัน

ชนิดที่ทราบสาเหตุ (Secondary Hypertension) :

โดยอาจเกิดได้จากหลายสภาวะ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคไต เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต ปัญหาต่อมไทรอยด์ หลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด การใช้ยาบางชนิด หรือแอลกอฮอล์ ฯลฯ อีกทั้งยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้พบความดันโลหิตที่เพิ่มสูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักเกิน, ความเค็มจากโซเดียมในการปรุงอาหารมากเกินไป นั่งๆ นอนๆ มากเกินไป, รับประทานผักและผลไม้น้อยเกินไป

อาการของโรคความดันโลหิต

High Blood Pressure - ความดันโลหิตสูง

1.ความดันโลหิตที่สูงระดับอ่อนหรือปานกลาง :

อาการนี้แม้จะไม่มีอาการอะไรที่เห็นเด่นชัดก็จริง แต่กลับเป็นการทำลายอวัยวะต่างๆ ไปทีละน้อยอย่างช้าๆ ราวกับเป็นฆาตกรเงียบ ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาอย่างโรค หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด ไตเสื่อมสมรรถภาพ หรืออัมพาต อัมพฤกษ์

2.ความดันโลหิตที่สูงอย่างรุนแรง :

เป็นอาการที่เห็นได้ชัดเจนอย่างเลือดกำเดาออก ตามองไม่เห็นข้างหนึ่งชั่วคราว เจ็บหน้าอก เวียนศีรษะ ปวดศีรษะตุบๆ เหนื่อยง่าย แต่อาการเหล่านี้อาจจะมาจากสาเหตุการเจ็บป่วยอื่นๆ ก็ได้ แต่หากเกิดอาการผิดปกติรุนแรงก็ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะถ้าพบความดันโลหิตที่สูงมากจะได้รักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงที่เกิดกับ 5 อวัยวะ

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคไตเรื้อรัง หลอดเลือดสมองโป่งพอง การเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสมองในด้านความจำ การมีปัญหาทางด้านสายตา ซึ่งหากเกิดโรคดังกล่าวเฉียบพลันอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยอาจมาจากการเกิดภาวะความดันโลหิตอยู่นานและไม่ได้รับการรักษา เพราะจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น ทำให้รูเล็กลงส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลง ซึ่งมีสาเหตุทั้งจากโรคความดันโลหิตที่สูงโดยตรงหรือโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรง

red-heart-stethoscope

1.หัวใจ :

โรคความดันโลหิตจะมีผลต่ออาการของหัวใจ คือ ทำให้หัวใจโตและหลอดเลือดหัวใจหนาตัว มีการแข็งตัวขึ้น ทำให้เกิดการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากหัวใจขาดเลือดและยังเสี่ยงต่ออาการหัวใจล้มเหลว โดยจะแสดงให้เห็นอาการเหนื่อยหอบ และนอนราบไม่ได้ หรือหัวใจเต้นผิดปกติทำให้มีอาการใจสั่น

young-man-thinking-glowing-brain

2.สมอง :

ส่วนใหญ่จะเกิดจากหลอดเลือดเล็กๆ ไปอุดตัน เพราะเกล็ดเลือดหรือหลอดเลือดในสมองแตกจึงทำให้เลือดออกในเนื้อสมอง ส่งผลทำให้การเกิดโรคความดันโลหิตเป็นสาเหตุของอัมพาต อัมพฤกษ์

conceptual-image-green-tree-shaped-like

3.ไต :

เพราะไตทำหน้าที่กรองของเสียจากเลือดและยังเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมากที่สุดในร่างกาย การเกิดโรคความดันโลหิตจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ไต เหมือนกับหลอดเลือดหัวใจที่เลือดไปเลี้ยงที่ไตไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพจนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง โดยมีอาการที่เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่แต่ระยะเริ่มแรกของไตวายเรื้อรัง คือ ผู้ป่วยจะปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน และมีอาการขาบวมตอนสายๆ มักพบในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและคลื่นไส้ อาเจียน ที่มีอาการหนักมากทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรงจากภาวะซีดและค่อยๆ ซึมลง กลายเป็นผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย

4.ตา :

หากเกิดอาการเลือดออกที่จอตา หลอดเลือดเล็กๆ ที่จอตาอุดตัน ตามัว หรือทำให้จอตาหลุดลอกออกมา จนถึงขนาดทำให้ตาบอดได้ มาจากโรคความดันโลหิตที่สูงเพราะจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ตา รวมทั้งสาเหตุยังอาจเกิดมาจากโรคเบาหวานที่มักพบร่วมกับความดันโลหิตซึ่งจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนทางตาได้อย่างรวดเร็ว

atherosclerosis-disease-plague-blocking-blood-flow

5.หลอดเลือด :

การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่งร่างกายเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตจะทำให้เกิดทำให้หลอดเลือดตีบแคบหรือโป่งพอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเดินไม่ได้ในระยะไกลๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงบริเวณแขน ขา และอวัยวะภายในลดลง ทำให้ปวดขาจากการขาดเลือดและจะต้องนั่งพักสักครู่อาการดังกล่าวจึงจะหายและเดินต่อได้

การวัดค่าความดันโลหิต

mens-health-check-blood-pressure

แพทย์จะทำการตรวจวัดและวินิจฉัยโรคความดันโลหิต โดยจะต้องดูจากการวัดค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยเป็นหลัก

โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ค่าคือ

  1. ค่าความดันซิสโตลิก (Systolic) เป็นความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัว และ
  2. ค่าความดันไดแอสโทลิก (Diastolic) เป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจคลายตัว ซึ่งหากวัดค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตที่สูง หากวัดได้ค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 130/80 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะก่อนจะเป็นความดันโลหิตที่สูงและอาจเป็นโรคนี้ได้ในอนาคต

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษาความดันโลหิต

นอกจากนี้การควบคุมความดันโลหิตสูง ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร หรือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นพื้นฐาน และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจดูว่าความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติหรือไม่?

salt-causes-heart-disease-high-blood

หากผู้ป่วยจะต้องตกอยู่ในสภาวะโรคความดันโลหิต ในเบื้องต้นแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านการรับประทานอาหาร ซึ่งจะต้องลดอาหารประเภทโซเดียมสูง โดยหันมาเน้นรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง หมั่นทานอาหารประเภทธัญพืช และปลาที่อุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีต่อร่างกาย ที่สำคัญคือจะต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดง และต้องไม่ดื่มแอลกอฮอล์ โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บวกกับการใช้ยาร่วมด้วย เพื่อช่วยปรับค่าความดันโลหิตให้ลดลงและอยู่ในระดับปกติ

อาหารสำหรับลดความดัน

healthy-eating-diet-concept-natural-food

ปัญหาโรคความดันโลหิตสูงส่วนหนึ่งมาจากการที่ไม่ค่อยออกกำลังกายและการทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะคนที่ชอบตามใจปาก ทั้งรสหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด เมื่ออายุมากขึ้นจึงส่งผลเสียตามมา โดยสามารถพบได้บ่อยในวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งการแก้อาการโรคดังกล่าวอาจจะต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารที่จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ซึ่งอาหารที่ควรทานเพื่อลดความดันโลหิตไม่ว่าไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ปลานิล อะโวคาโด กีวี ผักคะน้า พริกหยวกแดง บรอกโคลี ธัญพืชต่างๆ (โดยเฉพาะถั่ว) แตงโม ขึ้นฉ่าย ฯลฯ จะเห็นว่าอาหารดังกล่าวจะมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ให้ผลดีต่อภาวะโรคความดันโลหิต เพราะเป็นเสมือนตัวช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ดีไม่แพ้สมุนไพรลดความดัน

แต่ถึงกระนั้นแม้จะเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดความดันได้ทุกมื้อ แต่คงจะดีกว่านี้หากมีการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะการออกกำลังกายในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตหรือกลุ่มผู้สูงอายุ ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตเท่านั้น หากแต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายในทุกๆ ส่วนอีกด้วย

แหล่งอ้างอิง

5 ภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูงอันตรายกว่าที่คิด...ไม่อยากตายไวต้องอ่าน!!
5 ภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูงอันตรายกว่าที่คิด...ไม่อยากตายไวต้องอ่าน!! 1

ใครจะไปคาดคิดว่าโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension/High Blood Pressure) หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาจนอาจทำให้ถึงขั้

Editor's Rating:
0